หน้าหลัก > บทความ > 9 วิธีรับมือ ทำอย่างไรเมื่อต้องขับรถลุยน้ำ
08
ก.ย.
2561
9 วิธีรับมือ ทำอย่างไรเมื่อต้องขับรถลุยน้ำ
9 วิธีรับมือ ทำอย่างไรเมื่อต้องขับรถลุยน้ำ

                          ฤดูฝนแบบนี้ นอกจากปัญหาจารจรติดขัดแล้ว อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ผู้ขับขี่ทั้งหลาย ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ “ขับรถลุยน้ำ” ในกรณีที่น้ำท่วมหรือน้ำรอการระบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ประเทศไทยกำลังได้รับอิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่นมังคุดที่ส่งผลให้มีฝนตกหนักในหลายๆ พื้นที่ หลายคนประสบปัญหาน้ำเข้ารถ หรือบางคนอาจถึงขั้นน้ำท่วมภายในห้องโดยสาร ประกันรถยนต์ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้

พบกับ 9 วิธีรับมือ จะทำอย่างไรเมื่อจำเป็นต้องขับรถลุยน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงหรือความเสียหายอื่นๆตามมา
 
  1. น้ำท่วม ระดับไหน ควรเสี่ยงหรือไม่ ?


                          ประเมินระดับน้ำให้แน่ใจเสียก่อน โดยปกติแล้วรถยนต์ทั่วไปสามารถลุยน้ำในความสูง 5-10 เซนติเมตร โดยสังเกตจากวัตถุรอบตัว อย่างเช่น ฟุตบาท ป้ายจารจร หรือรถคันข้างหน้า  ในกรณีที่ระดับน้ำท่วมสูงถึงขอบล่างประตูรถไม่ควรเสี่ยงลุยต่อ ควรเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นจะดีกว่า

  1. ลดกระจก ปิดแอร์กันรถดับ


                          ไม่ว่าจะลุยน้ำตื้นหรือน้ำลึก หากคุณไม่ต้องการให้รถยนต์ของคุณดับกลางทาง สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกๆ เลยคือ ปิดระบบทำความเย็น เนื่องจากในขณะที่เปิดแอร์อยู่นั้น ใบพัดใต้ท้องรถของคุณจะทำงาน กระจายน้ำไปทั่วห้องเครื่อง อีกทั้งสิ่งสกปรกที่ลอยมาตามน้ำจะถูกปั่นและสร้างความเสียหายให้แก่ใบพัดได้

  1. อย่าเร่งเครื่อง


                          หลายคนเกรงว่าน้ำจะท่วมเข้าท่อไอเสีย จึงเร่งเครื่องเพื่อพ่นน้ำออกมา ซึ่งนั่นเป็นการกระทำที่นำความเสี่ยงทำให้เครื่องยนต์ดับมากกว่าส่งผลดี เพราะการเร่งเครื่องจะทำให้ใบพัดทำงานเนื่องจากอุณภูมิที่สูงขึ้นนั่นเอง

  1. ลดความเร็ว ใช้เกียร์ต่ำ


                          หากคุณใช้เกียร์ธรรมดาควรใช้เกียร์ 1 หรือ เกียร์ 2 ส่วนเกียร์ auto ควรใช้เป็นเกียร์ L และขับขี่ด้วยความเร็วต่ำที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ นอกจากนั้นในกรณีที่คุณต้องขับรถสวนกับรถยนต์คันอื่นๆ ก็ควรลดความเร็วลงเช่นกัน หากคุณไม่ลดความเร็วน้ำจะก่อตัวเป็นคลื่นและกระเด็นเข้าภายในเครื่องยนต์

  1. ขับห่างคันหน้า


                          ประสิทธิภาพในการเบรกต่ำเนื่องจากระบบเบรกจมอยู่ในน้ำ แนะนำว่าควรขับรถห่างจากคันหน้ามากกว่าปกติ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุตามมาและเพื่อความปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย

  1. กรณีรถดับกลางน้ำท่วม


                          พยายามเคลื่อนย้ายรถไปริมทางหรือที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง และอย่าสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที เนื่องจากน้ำจะทะลักเข้าไปในระบบทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้ จากนั้นโทรหาบริษัทประกันภัยเพื่อเช็คว่าประกันรถยนต์ของคุณให้คุ้มครองหรือไม่ หรือโทรเรียกบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน เพื่อลากรถของคุณไปยังอู่รถยนต์
 

  1. ย้ำเบรกเพื่อไล่น้ำ


                          เมื่อผ่านน้ำท่วมมาได้แล้ว ช่วงแรกอาจเบรกไม่ค่อยอยู่ ให้ย้ำเบรกถี่ๆ ซ้ำๆ เพื่อไล่น้ำออก หากเป็นเกียร์ธรรมดาควรมีการย้ำคลัตช์ด้วย เพราะน้ำจะทำให้คลัตช์ลื่นและจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างมาก

  1. เมื่อถึงปลายทาง อย่าดับเครื่องทันที


                          ด้วยน้ำที่อาจจะตกค้างอยู่ในหม้อพักท่อไอเสีย ถ้าคุณรีบดับเครื่องอาจทำให้ท่อผุกร่อนได้ ควรรอสักพักให้น้ำในหม้อพักระเหยออกไปเสียก่อน จะสังเกตได้ว่ามีควันหรือไอน้ำออกมาจากท่อไอเสียก็ไม่ต้องตกใจไป

  1. น้ำเข้ารถ ส่งเข้าอู่รถยนต์ตรวจเช็คสภาพ


                          หากเกิดความเสียหายให้แจ้งเคลมและนัดหมายกับบริษัทประกันภัยเพื่อตรวจเช็คสภาพ ในกรณีที่มีประกันรถชั้น1 , ชั้น 2+ หรือ ชั้น 3+ บางแพ็กเกจ ตามที่คุณเลือกความคุ้มครอง หรือ ในกรณีที่รถไม่มีประกันแนะนำว่าให้เข้า Car care  และหมั่นตรวจเช็คสภาพรถยนต์ของคุณเป็นระยะๆ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณเอง


โดยประกันรถชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองครอบคลุมภัยทางธรรมชาติ รวมถึงน้ำท่วมด้วย ส่วนประกันรถชั้น 2+ หรือ 3+ สามารถเพิ่มความคุ้มครองน้ำท่วมได้เช่นเดียวกัน สามารถอ่านรายละเอียดความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ที่ ทำความรู้จักกับ ประกันภัยรถยนต์ ชั้นต่างๆ

 
flood-(1).png

อย่างไรก็ตามหากการขับรถลุยน้ำท่วมดังกล่าวเกิดจากความดันทุรัง ลุยน้ำในระดับที่ท่วมสูงมากประกันรถยนต์ จะไม่คุ้มครองความเสียหายนี้ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความประมาท ไม่ใช่เหตุการณ์ไม่คาดฝันนั่นเอง สำหรับผู้ที่สนใจ ประกันรถยนต์ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaipat.co.th/Products/Car.aspx  ไทยพัฒนาประกันภัย ประกันภัยรถยนต์ที่ครบวงจร พร้อมทั้งบริการฟรี ช่วยเหลือรถยนต์ของคุณ 24 ชั่วโมง ให้คุณอุ่นใจทุกวันที่ขับขี่




 
Share to Twitter