หน้าหลัก > บทความ > 8 วิธี ตรวจสภาพรถยนต์ง่ายๆ ด้วยตนเอง
10
ม.ค.
2562
8 วิธี ตรวจสภาพรถยนต์ง่ายๆ ด้วยตนเอง
8 วิธี ตรวจสภาพรถยนต์ง่ายๆ ด้วยตนเอง
                     เปิดปีใหม่ด้วยการตรวจสภาพรถยนต์คู่ใจ หลังจากขับรถไปเที่ยวช่วงหยุดยาวหรือบางคนใช้งานอย่างหนักตลอดปี ย่อมมีการสึกหรอ เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา เราจึงต้องหาวิธีดูแลรถยนต์ให้ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้นและเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยไร้กังวล ปัจจุบันเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนบ่อยครั้ง นอกจากความประมาท เมาแล้วขับหรือขาดสติแล้ว ความไม่พร้อมของรถยนต์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วย ไทยพัฒนาประกันภัย ขอเสนอ8 วิธี การดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นที่สามารถทำง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง
 

1. ยางรถยนต์

                     ตรวจเช็คลมยางรถทั้ง 4 ล้อว่ามีล้อไหนลมยางเหลือน้อยบ้าง เนื่องจากสภาพถนนอาจทำให้ยางเกิดความเสียหายได้ หรือบังเอิญขับไปเหยียบสิ่งของที่มีความแหลมคมโดยที่คุณไม่รู้ตัว พร้อมกับตรวจดูดอกยางด้วยว่ามีการสึกหรอหรือไม่ หากมีความผิดปกติควรปะยางหรือเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่จะดีที่สุด
 

2. น้ำมันต่างๆ

  • น้ำมันเครื่อง : หลังจากดับเครื่องยนต์ได้ประมาณ 5 นาทีแล้ว ให้ดึงก้านน้ำมันเครื่องออกมาทำความสะอาดส่วนปลายก้าน หลังจากนั้นใส่กลับไปที่เดิมแล้วรอซักครู่ค่อยดึงออกมาวัดว่าน้ำมันเครื่องเหลืออยู่ที่ปริมาณเท่าไหร่ สามารถดูได้จากเกจวัดปริมาณ จุดที่ดีที่สุดคือจุด F หรือจุด FULL นั่นเอง

หมายเหตุ : หากปล่อยให้น้ำมันเครื่องแห้งจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
 
  • น้ำมันเบรก : อีกจุดของเหลวที่สำคัญ ให้เราสังเกตดีๆ ว่าน้ำมันเบรกอยู่ในระดับไหน หากอยู่ในปริมาณที่ไม่เกิน Max และไม่ต่ำกว่า Min ถือว่าเป็นระดับปริมาณที่ปกติ หากผิดปกติควรรีบนำรถยนต์ของคุณไปตรวจกับผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน
 
  • น้ำมันคลัตช์ : ในกรณีที่คุณขับรถยนต์เกียร์ธรรมดา วิธีการเช็คเหมือนกับน้ำมันเบรก หากน้ำมันคลัตช์มีปริมาณผิดปกติควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกัน
 
  • น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ : ควรจอดในที่ราบและดึงเบรกมือไว้ จากนั้นสตาร์ทรถแล้วเปลี่ยนเกียร์ ไล่ตามตำแหน่งตั้งแต่ต้นจนจบ ในขณะที่เปลี่ยนเกียร์นั้นๆ ต้องค้างไว้สักครู่ ค่อยเปลี่ยนเป็นเกียร์ถัดไป เมื่อครบทุกเกียร์แล้วให้เลื่อนกลับมาที่เกียร์ P หรือ N ต่อไปให้ดึงก้านออกมาเช็ดทำความสะอาดจากนั้นใส่เข้าไปที่เดิม รอซักครู่ค่อยนำออกมาวัดว่าน้ำมันอยู่บริเวณไหน หากอยู่ที่ตัว H ถือว่าน้ำมันเกียร์อัตโนมัติปกติ
 
11.jpg


3. หม้อน้ำ

                     น้ำยาหล่อเย็นที่อยู่ในหม้อน้ำ ควรตรวจสอบก่อนใช้รถยนต์หรือในตอนที่เครื่องยนต์ไม่ร้อนมากนัก ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตรายต่อตัวคุณได้ ให้คุณเปิดฝาหม้อน้ำมาดูว่ามีสนิมขึ้นหรือไม่ หรือน้ำหายไปมากแค่ไหน ในกรณีฉุกเฉินหากน้ำหายเกือบหมดก็ให้เติมน้ำยาหล่อเย็นหรือน้ำเปล่าลงไป แต่หากมีสนิมขึ้นควรเปลี่ยนทันที
 

4. สัญญาณไฟรอบคัน

                     ตรวจดูสัญญาณไฟ ทั้งไฟหน้า ไฟสูง-ต่ำ ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง รวมถึงไฟฉุกเฉิน ว่าสว่างครบทุกดวงหรือไม่ หากไม่ตรวจดูให้ดีอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้ อย่างเช่น คุณไม่รู้ตัวว่าไฟเลี้ยวเสีย ในขณะที่คุณต้องการเลี้ยวก็จะไม่มีสัญญาณบอกรถข้างหลังที่ตามมา หรือกรณีไฟเบรกเสีย หากเกิดเหตุการณ์เบรกกะทันหัน รถที่ตามมาอาจชนท้ายคุณได้ เป็นต้น
 

5. รอยรั่ว รอยน้ำมัน

                     ก้มดูรอยรั่วของเหลวต่างๆ ใต้ท้องรถ และทุกครั้งที่จอดรถให้คุณสังเกตรอยน้ำมันบริเวณพื้นว่ามีหรือไม่ ถ้ามีก็เป็นไปได้ว่ารถยนต์ของคุณมีรอยรั่วหรือผิดปกติควรรีบนำรถยนต์เข้าศูนย์
 

6. ฟังเสียงรถยนต์

                     ฟังเสียงรถยนต์ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากใช้รถยนต์เป็นประจำทุกวัน คุณคงสังเกตถึงความแตกต่างได้ไม่ยาก หากคุณได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรมากระทบกันบ่อยๆ ให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพราะอาจจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้
 
12.jpg
 

7. ไส้กรองอากาศ

                     อีกสิ่งหนึ่งของการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นที่คุณควรใส่ใจ เนื่องจากเราใช้เวลาอยู่บนรถยนต์ค่อนข้างนานหรือใช้รถยนต์เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหยุดยาว คุณต้องออกเดินทางไกลอาจเจอมลภาวะฝุ่นควันเข้ามาในรถยนต์ได้ ดังนั้นคุณควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศเป็นประจำ หากนำออกมาแล้วสภาพค่อนข้างเก่า ก็ไม่ควรใช้ต่อควรซื้อเปลี่ยนใหม่จะดีที่สุด
 

8. แบตเตอรี่

                     ในกรณีที่สตาร์ทเครื่องยนต์นานผิดปกติหรือสตาร์ทติดยากเป็นไปได้ว่าแบตเตอรี่ของคุณกำลังเสื่อมสภาพ ให้คุณเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้เลย ในกรณีที่คุณใช้แบตเตอรี่แบบน้ำจำเป็นต้องใส่ใจมากกว่าปกติ เนื่องจากน้ำจะระเหยตามระยะเวลาการใช้งาน จึงจำเป็นต้องเติมอยู่เสมอนั่นเอง

                     ทั้งหมดนี้คือ 8 วิธี ตรวจสภาพรถยนต์ และวิธีดูแลรถยนต์ด้วยตนเอง  ทั้งยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง ของเหลวต่างๆ สัญญาณไฟ การสังเกตเสียงหรือรอยรั่วก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ทางที่ดีควรตรวจสภาพรถประจำปีที่ศูนย์หรืออู่รถอีกครั้ง เพื่อสภาพรถที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ไม่เป็นอันตรายต่อตัวคุณเองและผู้ขับขี่คนอื่นบนท้องถนน ด้วยความห่วงใยจากไทยพัฒนาประกันภัย สำหรับผู้ที่สนใจทำประกันรถยนต์ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaipat.co.th/Products/Car.aspx  ไทยพัฒนาประกันภัยถือเป็นบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งที่เชี่ยวชาญด้านประกันภัยรถยนต์มากที่สุด และให้สิทธิพิเศษบริการช่วยเหลือฉุกเฉินรถเสีย 24 ชม. ทั่วประเทศ เพื่อให้คุณมั่นใจทุกครั้งที่ขับขี่

 

 

Share to Twitter