เป็นหนึ่งในบริษัทประกันวินาศภัยขนาดเล็กที่เก็บตัวเงียบมาตลอด ทั้งที่มีความเข้มแข็งมากบริษัทหนึ่งไม่แพ้บริษัทขนาดใหญ่หรือขนาดกลางหากวัดจากการยืนหยัดประกอบธุรกิจประกันวินาศมาอย่างยาวนานถึง 73 ปี สำหรับ “บริษัท ไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด(มหาชน)” ของตระกูล “คุนผลิน” ซึ่งวันนี้การขับเคลื่อนธุรกิจตกมาอยู่ในมือของกำลังสำคัญทายาท “เจนเนอเรชั่น 3” ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน “อัฐพงษ์ คุนผลิน, บรู๊ค คุนผลิน และภูมิ คุนผลิน”

“ไทยพัฒนาประกันภัย จริงๆ มาจากธุรกิจธนาคารไทยพัฒนา กระทั่งประมาณปี 2490 ที่ถือเป็นยุคแรกเริ่มของธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยตอนนั้น มีบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นหลายแห่งรวมถึง ไทยพัฒนาประกันภัย ที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคบุกเบิกเป็นรุ่นคุณปู่หรืออากงตอนนั้นเปิดหลายกิจการหนึ่งในนั้นคือประกันภัยเป็นธุรกิจต่อเนื่องจากธนาคารอยู่แล้วต่อมาประมาณปี 2520 กว่าๆ คุณไพศาล คุณพ่อของภูมิเข้ามารับช่วงต่อ เราเริ่มธุรกิจมาจากประกันอัคคีภัยต่อมาก็ขยายมาเป็นประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ จนถึงปี 2535 มีประกันภัยพ.ร.บ.เกิดขึ้น ช่วงนั้นเป็นยุคทองของประกันภัยเพราะกฎหมายบังคับรถทุกคันต้องทำประกันภัยพ.ร.บ. เราก็เป็นหนึ่งในนั้น” “อัฐพงษ์ คุนผลิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายกิจการสาขาที่เข้ามาดูแลภาพรวมของบริษัทฯตั้งแต่ปี 2552 ให้ข้อมูลเท้าความถึงเส้นทางของไทยพัฒนาฯในอดีต
“อัฐพงษ์” กล่าวว่า ในยุคนั้นถือว่าเป็นเป็นยุคการเติบโตของไทยพัฒนาประกันภัย ณ ตอนนั้นมีสาขาประมาณ 130 กว่าสาขาทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากประกันพ.ร.บ. ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจแล้ว บริษัทฯเริ่มขายประกันภัยอื่นๆ ด้วย อาทิ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง(มารีน) ซึ่งการที่ประกันภัยพ.ร.บ.เริ่มมีความคุ้มครองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เบี้ยประกันภัยลดลงสวนทางกัน โดยนโยบายของบริษัทฯก็ต้องขยายประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจมากขึ้นเพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัท ซึ่งในช่วงที่เข้ามาดูแล ไทยพัฒนาฯมีเบี้ยประกันภัยรวมประมาณ 400 ล้านบาท เป็นประกันภัยรถยนต์ 90% ในจำนวนนี้เป็นประกันพ.ร.บ. 70% อีก 20% เป็นประกันภาคสมัครใจ ส่วนอีก 10% ที่เหลือเป็นประกันภัยอิสรภาพ, ประกันภัยเรือ เป็นต้น

“ประกันพ.ร.บ.ที่เพิ่มความคุ้มครองมาตลอด ล่าสุดจาก 300,000 บาท เป็น 500,000 บาทเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นจุดเปลี่ยนของเรา มองว่าประกันภัยพ.ร.บ.ไม่สามารถทำกำไรให้บริษัทได้ เพราะต้นทุนเริ่มสูงขึ้น บวกกับค่าการตลาด ค่อนข้างเยอะ เรียกว่าเป็นสินค้าที่ตายไปแล้ว ทางผู้บริหารจึงตัดสินใจว่า ในเมื่อเราชำนาญประกันภัยรถยนต์จึงเป็นคำตอบของเรา เราเริ่มขยายประกันรถยนต์ภาคสมัครใจเมื่อ 2 ปีก่อน ได้คุณภูมิเข้ามาทำตลาด เราพยายามออกแคมเปญ โปรโมชั่น โปรดักส์ต่างๆ ตอบโจทย์ลูกค้า โดยเฉพาะประเภท 3 ประเภท 5 และประเภท 1 เป็นตัวหลักของเรา เราเพิ่งล็อนซ์โปรดักส์ใหม่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี เป็นตระกูล “สุดเวิร์ค” ที่เชื่อว่าจะเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่มีขายในตอนนี้”
ปักธง!เบี้ย 1,000 ล้านใน 5 ปี ลุยรถยนต์ชูโปรดักส์เด็ด “สุดเวิร์ค”
“อัฐพงษ์” กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้าหมายจะมีเบี้ยประกันภัยถึง 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีนับจากปีนี้ เนื่องจากเป็นช่วงขาขึ้นของบริษัทที่เติบโตสวนกระแสตลาดประกันวินาศภัยโดยรวมมา 2 ปีแล้วและเชื่อว่าจะยังคงขาขึ้นต่อไปแม้ผลประกอบการในปีสองปีนี้ในเชิงบัญชี อาจจะติดลบเพราะมีการลงทุนหลายอย่างก็ตาม โดยการขยายตลาด ยังมุ่งเน้นขยายด้านประกันภัยรถยนต์อยู่ ส่วนด้านประกันภัยไม่ใช่รถยนต์ (Non Motor) เริ่มมีขยายบ้างโดยจะพัฒนาโปรดักส์ใหม่ๆ ออกมาเสริม โดยบริษัทฯเชื่อมั่นในระบบการขายผ่านตัวแทนและโบรคเกอร์ ในขณะที่ช่องทางดิจิทัลก็อยู่ในแผน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
“ภูมิ คุนผลิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ดูแลตลาดภูมิภาค กล่าวถึงภาพรวมด้านการตลาดของไทยพัฒนาฯว่า ไทยพัฒนาฯเกิดมาจากประกันภัยรถยนต์คือพ.ร.บ. เป็นหลัก แต่ด้วยสถาณการณ์ประกันภัยพ.ร.บ.ความคุ้มครองเพิ่มขึ้นแต่เบี้ยประกันภัยลดลง บริษัทฯจึงต้องหาวิธีขยายสินค้าอื่นๆ ทดแทน คือ Non พ.ร.บ. ส่วนหนึ่งคือประกันรถยนต์ภาคสมัครใจซึ่งทำมา 5-6 ปีแล้ว ก็ยังเดินแนวทางนี้ต่อไป แต่เนื่องจากบริษัทฯอยู่กับพ.ร.บ.มานาน ต้องใช้เวลาในการฝึกพนักงานและคนขายที่ยังเคยชินกับการขายพ.ร.บ.จึงต้องมีคนหรือทีมงานไปไกด์ให้ ซึ่งตนก็ทำหน้าที่ออกไปไกด์ให้มา 2-3 ปีแล้วเช่นกัน ซึ่งแนวทางนี้ได้ผลอย่างมาก เห็นได้จากประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ในปี 2560 มีเบี้ยประกันสุทธิ 85 ล้านบาทหลังจากทรงตัวอยู่ที่ 80 ล้านบาทมาเกือบ 20 ปี โดยในปี 2561 เพิ่มขึ้นเป็น 89 ล้านบาท เป็นปีแรกที่เพิ่มขึ้นมา 4-5 ล้านบาทและปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 131 ล้านบาท ทั้งที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่บริษัทฯยังมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 90 ล้านบาท เทียบกับอุตสาหกรรมประกันภัยที่เติบโตประมาณ 1-3% ทุกปี ซึ่งการเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่ามีตัวแทนหรือลูกค้าเปลี่ยนแนวคิดมาส่งงานหรือทำประกันกับไทยพัฒนาฯ มากขึ้น
ดังนั้นเชื่อว่า ในปี 2563 มีแนวโน้มสูงที่เบี้ยประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจะทะลุ 200 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็นหลัก 100 ล้านบาทในปีต่อๆ ไป โดยเบี้ยประกันหลักๆมาจากตัวแทน ส่วนเบี้ยประกันภัยรับรวมยังอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 500 -600 ล้านบาท ซึ่งหากมองเป็นรายสินค้าแล้ว สินค้าบางประเภทมีอัตราเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก
“โปรดักส์ที่เราเพิ่งล็อนซ์ออกมาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ อย่างเช่น ประกัน 2+ 3+ สุดเวิร์ค เราเป็นเจ้าแรกในตลาดที่คุ้มครองซ่อมรถคันเอาประกันภัยกรณีตกข้างทาง พลิกคว่ำ โดยไม่มีคู่กรณี 50,000 บาทต่อครั้ง เบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 6,999 บาท จากปกติในตลาดไม่มีความคุ้มครองแบบนี้ให้ เราทำออกมารองรับประชาชนที่ไม่มีกำลังซื้อประกันประเภท 1 และมีการเดินทางเยอะส่วนใหญ่คือต่างจังหวัดเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้เยอะ ซึ่งสินค้าใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกมาได้รับการตอบรับดีมาก โดยประเภท 2+ 3+มีอัตราการเติบโตถึงถึง 65% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”

ประกันอิสรภาพโดดเด่น ติด 1 ใ น3 บริษัทขายในศาลทั่วไทย
“ภูมิ”กล่าวว่า อีกตลาดที่ไทยพัฒนาฯทำได้ดีคือประกันภัยอิสรภาพ มีเบี้ยประกันเกือบ 40 ล้านบาทต่อปี โดยประกันภัยอิสรภาพเป็นสินค้าเฉพาะกิจมาก ๆ ซึ่งปัจจุบัน ไทยพัฒนาฯเป็น 1 ใน 3 บริษัทประกันวินาศภัยเท่านั้นที่ศาลทั่วประเทศอนุมัติให้ขายกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพในศาลได้ ซึ่งมาจาก 1. ความมั่นคงของบริษัท 2.ความชำนาญในการดิวกับประชาชนที่กระทำผิดกฎหมาย ในขณะที่อัตราสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ไม่ถึง 30% ถือว่าต่ำ มาจากความชำนาญและการคัดกรองผู้ต้องหา ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของบริษัทฯ
ทั้งนี้ ประกันภัยอิสรภาพมีเบี้ยประกันภัยอยู่ในระบบรวมประมาณ 200 ล้านบาท เจ้าตลาดคือบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด(มหาชน) ในขณะที่วงการประกันอิสรภาพมีมูลค่าตลาดรวมหลายพันล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ตกไปอยู่กับนายหน้าอิสระที่ไม่เกี่ยวกับประกันภัยที่มานั่งทำตลาดอยู่ในศาลแล้วกำหนดเงื่อนไขง่ายๆ ในการประกันตัว ทำให้ผู้ต้องหาหันไปใช้บริการเยอะ
อย่างไรก็ดี “ภูมิ”ยอมรับว่า แม้ประกันภัยอิสรภาพจะเป็นหนึ่งในกำลังหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ แต่ประกันภัยอิสรภาพผลักดันได้ระดับหนึ่งเพราะ 1.ไม่มีงานต่ออายุ แต่ทุกปีมีคดีอยู่เรื่อยๆ และ2.ตลาดโดยรวมเล็กเบี้ยประกันภัยยังเล็กอยู่แค่ 200 ล้านบาทเทียบกับธุรกิจประกันวินาศภัยที่มีเบี้ยประกันรับรวม 2 แสนกว่าล้านบาทและ ประมาณแสนกว่าล้านบาทหรือเกิน 50% เป็นประกันภัยรถยนต์จึงหนีไม่พ้นต้องเล่นประกันรถยนต์

ยึด “ลีดเดอร์” ประกันเรือโดยสาร กุมมาร์เก็ตแชร์เกิน 50%
อย่างไรก็ดี นอกจากประกันรถยนต์และประกันภัยอิสรภาพแล้ว “ภูมิ” กล่าวว่า ประกันภัยอีกประเภทหนึ่งที่ไทยพัฒนาฯเป็นเจ้าตลาดอยู่คือ ประกันภัยพ.ร.บ. เรือโดยสาร กฎหมายกำหนดให้เจ้าของเรือโดยสารต้องทำประกันภัยตามจำนวนที่นั่ง ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทฯก็ดิวกับทางเจ้าท่า ท่าเรือในแต่ละพื้นที่โดยในภาคใต้เยอะสุด แต่วงการประกันภัยเรือโดยมีขนาดเล็กเนื่องจากจำนวนเรือโดยสารมีน้อย โดยทั้งระบบมีเบี้ยประกันภัย 20 กว่าล้านบาท เป็นเบี้ยประกันภัยของไทยพัฒนาฯกว่า 10 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งการตลาดเกิน 50% รองลงมาคือบมจ.วิริยะประกันภัย บมจ. คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย เป็นต้น โดยกรณีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงว่าสินค้าประกันภัยมีหลายประเภท ซึ่งบางตัว ไทยพัฒนาฯเป็นหนึ่งใน “ลีดเดอร์” ของตลาดอยู่
“ถามว่าทำไมคนต้องเลือกไทยพัฒนาฯ มีหลายส่วนประกอบกันทำให้บริษัทหนึ่งมีจุดเด่น จะรู้ว่าอะไรเด่นหลักการการตลาดง่ายๆ คือต้องรู้ว่าคุยหรือดิวกะใครอยู่ เราดิวกับบีทูซี (Business- to- Consumer(B2C) ยิงตรงที่ลูกค้าส่วนบุคคล ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับสินค้าด้วย อย่างประกันอิสรภาพเราก็ดิวกับผู้ต้องหาเลย หรืออย่างพ.ร.บ.เรือก็ดิวกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ท่าเรือ หรือผอ. หรือนายช่าง แม้กระทั่งรถยนต์ก็ดิวกับตัวแทน กลับกันหลายๆ บริษัทที่ค่อนข้างใหญ่ เขาดิวผ่านบีทูบี (Business-to-business (B2B)องค์กรดิวกับองค์กรไม่ใช่คนดิวกับคน การดิวกับคนมีเรื่องรีเรชั่นชิป อย่างตัวแทนบางรายให้ความสำคัญกับความไวในการเคลม เราก็ต้องให้ความมั่นใจกับเขาได้ว่าเราบริการดี เร็ว ตัวแทนบางคนให้ความสำคัญกับราคาถูกๆ เราก็ต้องดูตัวไหนถูกพอจะสู้ได้ ไม่ใช่ทุกตัว เป็นสาเหตุว่าทำไมรถยนต์ประเภท 3, 2+, 3+ ถึงขายได้ดี ส่วนตัวผมวิ่งตลาดมาเข้าปีที่ 3 แล้วไปทั่วประเทศ ภาพการตลาดของไทยพัฒนาฯเปลี่ยนไประดับหนึ่ง”
จุดเด่น “บริการสาขาทั่วประเทศ” แจงถึงเวลาต้องประกาศตัว/โชว์ศักยภาพ
“ภูมิ” สรุปว่า จุดเด่นของไทยพัฒนาอยู่ที่การบริการตั้งแต่อดีตเพราะมีสาขาเยอะทำให้บริษัทฯสามารถบริการได้ดีและทั่วถึง โดยสาขาหลักๆ ทำ 2 ส่วนคือขายและบริการ โดยปัจจุบัน บริษัทฯมีสาขา 34 สาขา จำนวนสาขาลดลงมาจากหลายปัจจัย แต่ยังถือว่าไทยพัฒนาฯหนึ่งในบริษัทประกันวินาศภัยที่มีสาขาเยอะ เมื่อเทียบกับหลายบริษัทที่มีเบี้ยประกันภัยมากกว่าไทยพัฒนาฯเป็นสิบๆ เท่า ยังมีไม่ถึง 10 สาขา แม้การมีสาขาเยอะ บริษัทฯจะแบกต้นทุนหนักอยู่ก็ตาม แต่ยังยึดการมีสาขาเพราะเชื่อว่าบริการได้ดี ในขณะที่ตัวแทน นายหน้ารายย่อยเริ่มรู้จักไทยพัฒนาฯมากขึ้น โดยบริษัทฯยังยึดนโยบายเรื่องการขยายสาขาอยู่เพราะเชื่อว่าบริการได้ดีและในอนาคตมีแนวโน้มจะเปิดสาขาให้ทั่วประเทศเพื่อบริการประชาชน
“เรื่องการขยายสาขา คนไทยต้องการคนดูแลไม่ใช่ระบบไอทีดูแล ระบบไอทีเข้ามาทำให้สะดวกขึ้นแต่ไม่ใช่มาทดแทน ผมว่าอีกหลายๆ ปีข้างหน้าก็ยังจริงอยู่ ตราบใดที่เป็นอย่างนี้อยู่ ไทยพัฒนาฯก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่ และถ้าวันหนึ่งเปลี่ยนไป ก็ต้องมารีวิว เรารีวิวทุกปี บริหารทุกวัน ถ้ารสนิยม ค่านิยมคนไทยเปลี่ยนแปลง ค่อยปรับ”
ส่วนคำถามว่าที่ว่า ทำไมไทยพัฒนาฯถึงลุกขึ้นมาประกาศตัวต่อตลาดประกันภัยและสาธารณะในช่วงนี้ทั้งที่อยู่เงียบมาตลอด “ภูมิ” กล่าวว่า น่าจะถึงจุดที่ต้องทำสำหรับเจนเนอเรชั่น 3 ส่วนหนึ่งสถาณการณ์บังคับ อีกส่วนหนึ่งคิดว่าประสบการณ์ที่สะสมมาของทั้ง 3 คนทำให้บริษัทฯไปต่อได้แล้ว โดยไทยพัฒนาฯบริหาร 2 แบบมีรุ่นผู้ใหญ่และรุ่นใหม่ โดยรุ่นผู้ใหญ่เป็นผู้ฟันธง แต่คนขับเคลื่อนองค์กรจริงๆ คือทั้ง 3 คน

เจาะกลุ่มสินค้าค่ายใหญ่เมิน เอสเอ็มอี–ร้านอาหาร–ห้องแถว
ด้าน “บรู๊ค คุนผลิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการดูแลไอที กล่าวว่า พยายามหาจุดสมดุลกับบริษัทฯ โดยการผลักดันงาน Non Motor พยายามหาสินค้าที่เหมาะกับขนาดและคาปาซิตี้ของเงินกองทุนของไทยพัฒนาฯ ส่วนใหญ่จะไปทางกลุ่มธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) สินค้าส่วนบุคคล โดยพยายามสร้างสินค้าใหม่ สร้างจุดเด่นให้แตกต่างจากบริษัทอื่น พยายามหาตลาดที่บริษัทใหญ่ๆ อาจจะมองข้าม อย่างธุรกิจเอสเอ็มอี ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเล็กๆ เพราะไทยพัฒนาฯมีสาขาเยอะสามารถขยายและรองรับบริการได้ ในต่างจังหวัดอาจจะมองห้องแถวหรือช้อปเล็ก ๆ
“อยู่ระหว่างเทรนสาขาดูโปรดักส์ให้มีความถนัดมากขึ้น เพราะตอนนี้เราถนัดรถยนต์ พยายามฝึกสาขา อบรมให้มากขึ้น ให้ถนัดงาน Non Motor ให้มองทุกอย่างเป็นโอกาส เรามีช่องทางที่เป็นสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) เยอะ พยายามสร้างสินค้าที่เหมาะให้ช่วยคุ้มครองเขาด้วย สินค้าฮีโร่หลักๆก็เป็นประกันภัยอิสรภาพ และประกันพ.ร.บ. เรือโดยสาร”
ถามถึงการลงทุน “บรู๊ค” มองว่า ในช่วงนี้น่าจะยาก ตลาดหุ้นตกมาก ในขณะที่ดอกเบี้ยก็ต่ำมากเช่นกัน โดยอยู่ในช่วงปรับการลงทุนครั้งใหญ่ ยังยึดหลักการเดิมไม่ได้เน้นดอกเบี้ยเยอะ เน้นให้เงินต้นยังอยู่ ซึ่งแต่ก่อนหลักๆ ลงทุนในหุ้นกู้หรือCorporate Bond ถือว่ามีความปลอดภัย แต่สถาณการณ์ในตอนนี้อาจจะต้องกลับมาทบทวนใหม่ โดยบริษัทฯมีเงินลงทุนรวมประมาณ 350 กว่าล้านบาท โดยประมาณ 90% ลงทุนในหุ้นกู้หรือพันธบัตร ลงทุนในหุ้นน้อย แต่การที่ตลาดหุ้นตกลงมากในระยะนี้น่าจะเป็นโอกาสที่จะเข้าไปซื้อหุ้นได้ ซึ่งการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ออกกฎใหม่เปิดโอกาสให้บริษัทประกันภัยไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น เป็นเรื่องที่ดี ช่วยกระจายพอร์ตฟอริโอ โดยขณะนี้ ไทยพัฒนาฯยังไม่ได้ลงทุนต่างประเทศ ในอนาคตก็น่าจะไปลงทุนได้
“สถาณการณ์การลงทุนในช่วงนี้ไม่ดี ต้องเพิ่มกำไรจากการรับประกันภัยมากขึ้นมั้ยๆ จริงๆ นโยบายของบริษัทฯเน้นงานรับประกันภัยที่มีกำไรอยู่แล้วทั้งประกันรถยนต์และ Non Motor ทุกพอร์ตต้องมีกำไร”

ปรับไอที–ทุ่มซอฟต์แวร์ เอื้อสยายปีก ย้ำภาพ “เล็กแต่แจ๋ว” บริการ 5 ดาว
สำหรับด้านไอที เนื่องจากเป็นช่วงปรับโครงสร้างบริษัทฯ ปรับระบบไอที โดยจะมุ่งเน้นไอทีที่ใช้เป็นเครื่องมือ เปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เร็วขึ้น อาจจะเป็นเครื่องมือช่วยการทำงานของตัวแทน ช่วยด้านการขายเพิ่มผลผลิตการขายให้ดีขึ้น ใช้คนน้อยลงหรือเท่าเดิมแต่ได้งานมากขึ้น ให้มี Human Error น้อยลง โดยมีการลงทุนในส่วนแบ็คออฟฟิศ กำลังดู ISO 20007 เพื่อให้ระบบไอทีมีมาตรฐานมากขึ้น รวมถึงดูตัวซอฟต์แวร์ที่ช่วยวิเคราะห์ตัวเลขของบริษัทละเอียดมากขึ้นในโปรดักส์แต่ละตัวให้เป็น Niche Market มากขึ้น ดู Loss การรับประกันภัยและช่องทางขายให้มากขึ้น โดยการปรับระบบไอทีน่าจะเสร็จภายใน 2 ปีนี้
“ภาพลักษณ์ของไทยพัฒนาฯเวลาคนมองเหมือนกับเวลาผมไปคุยกับตัวแทน ลูกค้า ภาพที่อยากให้เขาจำ เราเล็กแต่เราแจ๋ว แม้ขึ้นระดับ 1,000 ล้านบาท เปรียบเทียบเหมือนคุณไปโรงแรมบูติค ได้รับการบริการเหมือนโรงแรม 5 ดาว มีคนดูแลใกล้ชิด ไทยพัฒนาฯอาจจะไม่ใหญ่โต ไม่ได้ถูกสุดในตลาด แต่ในส่วนที่เราขายจะดูแลเหมือนโรงแรมบูติคเพราะมีสาขาเยอะ พนักงาน 240 คน กระจายทั่วประเทศ ถ้าเบี้ยประกันเราเพิ่มขึ้นถึง 1,000 ล้านบาท พนักงานจะค่อยๆเพิ่มโดยธรรมชาติ “ภูมิ” กล่าวสรุป

อัฐพงษ์ คุนผลิน

ภูมิ คุนผลิน

บรู๊ค คุนผลิน
ที่มา
Siam Insure News